การลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาโดยนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการประกาศจุดยืนชัดเจนของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ พร้อมเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ต่อฝ่ายกัมพูชา สถานการณ์ชายแดนปัจจุบันส่งผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจไทย จึงจำเป็นต้องมีมาตรการตอบโต้ครบวงจร
ช็อตเด็ด นาทีเดือด !
00:00 อ่านกลเกม “กัมพูชา” กล้าเข้ามา “เหยียบจมูก” ทหารไทย ระส่ำ “ปะทะ” อีกครา ?
09:29 “รังสิมันต์ โรม” กังวล รับมือ Hybrid Warfare ที่มีการใช้ “สแกมเมอร์” จัดการไทย !
17:17 เราพร้อมที่จะ “ปะทะ” ใช่หรือไม่ ?
21:11 พล.อ. นิพัทธ์ เผย ! “สแกมเมอร์” คือท่อน้ำเลี้ยง ?
33:03 สื่อเขมร ตีข่าว อ้าง ! ทหารไทย ยิงเข้าพื้นที่อธิปไตย “กัมพูชา” ชาวบ้าน บาดเจ็บ 5 ราย
44:24 กัมพูชาเบี่ยงเบน ความสนใจ จริงหรือไม่ ?
45.10 เลือกตั้งปีหน้า เงินสแกมเมอร์จะถูกใช้หาเสียงเลือกตั้ง มากที่สุดในประวัติศาสตร์ !
1:06:55 กัมพูชา ติดตามสื่อไทย ?
1:22:32 ชาวกัมพูชาลงคลิป “กองทัพกัมพูชา” เคลื่อนย้ายรถถังไปแนวหน้า
วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 พล.อ. นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย คุณรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และภัยคุกคามแบบใหม่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ผ่านรายการ “ถกไม่เถียง” ทางช่อง 7HD กด 35 ดำเนินรายการโดย ทิน โชคกมลกิจ
โดย พล.อ. นิพัทธ์ ทองเล็ก ให้ความเห็นเกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าการปรากฏตัวของผู้นำประเทศในภูมิประเทศสำคัญถือเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลไทยต่อการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคง การขึ้นไปยังพื้นที่ดังกล่าวส่งสัญญาณไปยังฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน และเป็นการแสดงเอกภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพ ภาคประชาชน และฝ่ายปกครอง
พล.อ. นิพัทธ์ชี้ว่า กำลังทหารที่ขึ้นไปประจำชายแดนทั้งหมดรอบประเทศนั้นอยู่ในแผนป้องกันประเทศอย่างชัดเจน รวมทั้งกองกำลังสุรนารี กองกำลังบูรพา และกองกำลังชายแดนภาคใต้ การส่งกำลังทหารขึ้นไปนับหมื่นนายถือเป็นการดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า โดยครอบคลุมทุกภารกิจเพื่อป้องกันประเทศ ทั้งนี้ การปรากฏตัวของนายกรัฐมนตรีในพื้นที่ยังเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ว่าการตอบสนองต่อเหตุการณ์ชายแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ กองทัพมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามแผนป้องกันประเทศ และประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่ามีความชัดเจนในเรื่องการดูแลและปกป้องอธิปไตยของชาติ
ด้าน รังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการความมั่นคง ให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีถือเป็นการแสดงจุดยืนและความจริงจังของรัฐบาลต่อปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกับเน้นย้ำถึงความสำคัญของเอกภาพในการทำงานของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนงานของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งต้องเตรียมการทั้งการประเมินสถานการณ์ การเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด และการทำความเข้าใจธรรมชาติของภัยคุกคามที่เกิดขึ้น
โรม ชี้ว่า สถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญในปัจจุบันเป็นรูปแบบของสงครามลูกผสมหรือ Hybrid Warfare ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะการใช้กำลังทหาร แต่รวมถึงการโจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์ การใช้สแกมเมอร์ และการพยายามแทรกแซงด้านเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ การโจมตีในรูปแบบนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงภายในประเทศ เช่น การฟอกเงิน การซื้อกิจการของคนไทย รวมถึงปัญหาการค้ามนุษย์และความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ประเมินไม่ต่ำกว่า 1.15 แสนล้านบาทภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา
ประธานกรรมาธิการความมั่นคงเน้นว่า การรับมือกับภัยคุกคามในลักษณะนี้ไม่สามารถพึ่งพาเฉพาะมาตรการทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือและการประสานงานอย่างเข้มข้นของหน่วยงานรัฐทั้งหมด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ทั้งนี้ การแสดงจุดยืนของนายกรัฐมนตรีบนแนวชายแดนไม่เพียงเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ต่อฝ่ายกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังเป็นการเน้นย้ำว่าขอบเขตการป้องกันประเทศในกรณีเกิดความขัดแย้งจะจำกัดเฉพาะแนวชายแดน ขณะที่ภัยรูปแบบใหม่ เช่น การโจมตีทางไซเบอร์
พล.อ. นิพัทธ์ เสริมว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีหลายมิติ ไม่ใช่เพียงการใช้กำลังทหาร เช่น รถถัง ปืนใหญ่ เครื่องบิน หรือจรวด แต่ยังรวมถึงมิติทางเศรษฐกิจ สงครามข่าวสาร และการดำเนินงานในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดรวมเป็นภัยคุกคามเชิงองค์รวมหรือที่เรียกว่า Hybrid Warfare ในอดีต ภัยคุกคามชายแดนส่วนใหญ่เป็นเรื่องการใช้กำลังทหารเพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ แต่ปัจจุบัน ภัยคุกคามมีลักษณะซับซ้อนและต้องต่อสู้ในหลายมิติ ทำให้สภาความมั่นคงแห่งชาติประกอบด้วยตัวแทนหลายกระทรวง รวมถึงกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้การรับมือครอบคลุมทุกด้าน
เหตุการณ์ล่าสุดที่ทหารได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายคู่เจรจาไม่เคารพข้อตกลงที่มีอยู่ การละเมิดข้อตกลงดังกล่าวสร้างความจำเป็นให้รัฐบาลต้องดำเนินมาตรการตอบโต้พร้อมกันทั้งในแง่ยุทธศาสตร์และการป้องกันตัวเอง พล.อ. นิพัทธ์ ย้ำถึงความสำคัญของเอกภาพในการปฏิบัติการของกองทัพและหน่วยงานรัฐทั้งหมด การป้องกันตนเองถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทหารทุกคนต้องเข้าใจ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการวางทุ่นระเบิด ซึ่งถือเป็นการพยายามสังหารโดยตรง
อ่านต่อเพิ่มเติม :
https://teroasia.com/news/268920#ถกไม่เถียง #TERODigital #Ch7HDNews
----------
ติดตาม รายการ “ถกไม่เถียง” ดำเนินรายการโดย “ทิน โชคกมลกิจ” ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 17.30-18.00 น. ทางช่อง 7HD กด 35
Facebook:
https://www.facebook.com/TERODigital/Twitter:
https://twitter.com/TERO_DigitalYouTube:
https://www.youtube.com/c/TERODIGITALTikTok:
https://www.tiktok.com/@terodigitalInstagram:
https://www.instagram.com/terodigital