ล่าไอ้เดี่ยว สายเลือดพญาช้างศึก ป่าตะนาวศรี

Published at : 13 Dec 2025

#คนคีรี #ตะนาวศรี #เรื่องเล่าป่า #พรานป่า #ป่าอาถรรพ์ #podcast #horror #ช้างศึก #ช้าง #เรื่องเล่า #เรื่องเล่าก่อนนอน ท่านผู้ฟังครับ ท่านเคยได้ยินเรื่องการจับช้างป่าไปขายไหมครับ ซึ่งจริงๆ แลัว การจับช้างหรือการคล้องช้างในป่าไปใช้งาน หรือ เอาไปขายนั้น มีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย แต่มาเจริญรุ่งเรืองมีการส่งขายไปยังต่างประเทศ ก็คือในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเป็นการจับช้างมาจากทั่วภูมิภาคของไทย มาฝึกฝนจนใช้งานได้ แล้วส่งไปขายยังเบงกอล หรือ อินเดีย โดยผ่านไปทางป่าตะนาวศรี และลงท่าเรือเมืองมะริด ซึ่งในยุคนั้น เป็นหัวเมืองหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา การค้าขายช้างนั้นรุ่งเรืองมาก วิชาจับช้าง การคล้องช้าง นั้นก็ถ่ายทอด มาสู่ยุคคนรุ่นหลังๆ โดยเฉพาะผืนป่า ที่ยังมีช้างหลงเหลืออยู่ในป่า เช่น ป่าตะวันออก ป่าตะวันตก ป่าตะนาวศรี เป็นต้น และในสมัยโบราณนั้น การเคลื่อนย้ายช้างป่าเพื่อไปลงเรือที่มะริดนั้น จะต้องมีการพักช้างบ้าง โดยการทำคอกขังช้างไว้ในป่า แต่ในบางครั้ง อาจมีช้างป่า หรือ ช้างศึก พญาช้าง ที่แข็งแรง มีกำลังมหาศาล ทำการแหกคอก หนีเข้าป่าลึก และผสมกับช้างตัวเมียในพื้นที่ เกิดลูก เกิดหลานมากมายในผืนป่าตะนาวศรี
และเรื่องที่จะเล่าให้ท่านผู้ฟังได้ฟังกันในครั้งนี้ ก็จะเป็นเรื่องที่ประพันธ์ขึ้นโดยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับช้างป่าที่เป็นลูกหลานพญาช้างศึกที่แหกคอกในอดีต ที่สืบทอดความแข็งแรง ดุดัน พละกำลังมหาศาล และมีความเฉลียวฉลาด โดยเป็นช้างป่าที่เติบโตเที่ยวตระเวณหากินในป่าตะนาวศรีทั้งฝั่งไทย และพม่า โดยชื่อเรื่องว่า
“ล่าไอ้เดี่ยว สายเลือดพญาช้างศึก ป่าตะนาวศรี”
ในราวปลายเดือน พฤษภาคม ปีสองพันห้าร้อยยี่สิบแปด ตอนนั้นผมนั่งอยู่ใต้ถุนบ้านไม้ที่ปลูกริมชายป่าบ้านทุ่งจันท์ ผมนั่งมองนาฬิกาข้อมือยี่ห้อไซโก เรือนเก่าๆ เวลาก็ บ่ายโมง สี่สิบห้านาที แดดบ่ายคล้อยส่องผ่านช่องกิ่งมะม่วงป่าลงมาตกบนพื้นดิน ที่เป็นหนองน้ำเล็กๆ หน้าบ้าน หลังจากฝนตกเมื่อวานอย่างหนัก
กลิ่นดิน กลิ่นโคลนผสมกลิ่นขี้ช้างโชยมาแตะจมูกอยู่เนือง ๆ จากข้างๆ บ้านผมนั้นคือ บ้านลุงสมศักดิ์ แกกำลังตรวจโซ่เหล็กอยู่ตรงคอกช้างของแก
เจ้าพลายศรีทอง ช้างพังวัย 50 กว่าปี ถ้าเป็นคนก็วัยกลางคน ยืนกระพือหูอยู่ไม่ไกล เสียงโซ่กระทบเหล็กดังแกรก ๆ ไปตามจังหวะที่ลุงแกขยับมือตรวจโซ่
ลุงสมศักดิ์เลี้ยงเจ้าพลายศรีทองไว้ลากซุง ตั้งแต่แกยังรับจ้างทำงานในปางไม้
ในป่าแถบนี้ในอดีตมีปางไม้ ซึ่งโดยส่วนมากก็เป็นของชาวอังกฤษที่เข้ามาสัมปทาน จากรัฐบาลทหารพม่า
สมัยก่อนแถวนี้มีปางไม้หลายปาง กินพื้นที่เข้าไปในป่าตะนาวศรีลึกเดินกันเป็นวัน ๆ กว่าจะถึง
แต่ในทุกวันนี้เหลือแต่ซากไม้ผุๆ กับเศษซากถังน้ำมันและของใช้เก่าๆ ฝังตามที่ตั้งปางไม้ยังพอให้เห็นอยู่บ้าง

ผมเองก็เคยเห็นเค้าใช้ช้างลากซุง โดยใช้ช้างเป็นกำลังหลักแทนเครื่องยนต์ในการลากซุงมากองไว้ที่ปางไม้ ก่อนที่ใช้การล่องไปตามลำน้ำเพื่อออกสู่ปากแม่น้ำ และส่งไปขายยังยุโรป ซึ่งไม้สักได้ราคาดีมากเมื่อถึงยุโรป เพราะเนื้อไม้แข็งแรง เป็นสีสวย
ในตอนนั้นป่ามันแน่นกว่านี้มาก เดินเข้าไปไม่กี่กิโลก็มืดจนแทบมองอะไรไม่เห็น
เสียงช้างร้องเบา ๆ ทำให้ผมสะดุ้งหลังจากเผลอเหม่อมองไปทางแนวเขาตรงหน้า
หลังเขานั่น คือ ป่าตะนาวศรี ผืนป่าอันใหญ่โตเกินจินตนาการของผมในวัยนั้น และเรื่องราวๆ ต่างๆ ในป่า ก็เกิดขึ้นในป่าแห่งนี้
แนวเขาสีเขียวทมึนทอดยาวสุดสายตาเหมือนกำแพงใหญ่กั้นแดนคนกับแดนสัตว์ป่า พรานป่าที่เคยเดินไปถึงแนวสันเขาสูง ชอบพูดว่า แนวป่านั้นเป็น “เขตวังของพญาช้างศึก” ใครเผลอเดินตามสัตว์หลงเข้าไป ถ้าไม่รู้จักเคารพ ช้าง และวิญญาณบรรพบุรุษของช้าง ก็ไม่ได้ออกจากป่าอีกเลย เพราะแถบนั้น เป็นเขตอาถรรพ์ป่าช้าช้าง
ระหว่างมองอยู่ ลุงสมศักดิ์เอ่ยขึ้นเสียงขรึม
“เมื่อคืน… ได้ข่าวว่าช้างมันลงมาหลังหมู่บ้านอีกแล้วนะเอ็ง”
ผมเหลือบตามอง “มัน” ที่ลุงหมายถึง ไม่ต้องถามก็รู้ มันคือ ไอ้เดี่ยว ช้างโทนแตกโขลง ตัวนั้น
มันลงมาหากินในหุบบอน เพราะแถวนั้นเป็นทุ่งโล่งๆ มีหน่อไม้ มีต้นกล้วย และพืชใบเล็กๆ ที่ช้างชอบกินมากพอที่มันจะหากินได้ตัวเดียวอย่างสบายใจ
“ไอ้เทพ บ้านสิงขร มันเคยเล่าว่า มันเข้าป่ากล้วย ป่าหมาก และสับปะรดแถบสิงขร พังไปหลายแปลง ”
ลุงศักดิ์พูดต่อ เห็นว่ามันลงมาหลายวันแล้ว ตอนนี้ ชาวบ้านทางสิงขรเดือดร้อนมาก
“คนบ้านสิงขรมาหาลุงจันท์… เขาอยากให้ช่วยไปดูหน่อย”
ผมพยักหน้าเบา ๆ ไม่ตอบอะไร
ชื่อ “มัน” โผล่มาบ่อยขึ้นช่วงเดือนนี้
ไอ้เดี่ยว ช้างโทนที่พวกเราต่างพูดถึงกัน มันไม่ใช่แค่ตัวใหญ่ แต่ดุมาก พละกำลังมหาศาล ใหญ่กว่าช้างป่าที่พรานป่าเคยพบเจอ และยังไม่มีพรานคนไหน กล้าทำร้ายมัน
ชาวบ้านว่ากันว่า มันมาจากฝั่งพม่า เดินข้ามแนวป่ามาได้เกือบเดือนแล้ว หากินไปทั่วในพื้นที่ทุ่งโล่ง
บางคืนมันเดินผ่านกลางหมู่บ้านอย่างไม่สนเสียงปืนขู่เลยสักนิด
ผมยกกาแฟขึ้นจิบช้า ๆ
กลิ่นควันจาง ๆ ลอยคลุ้งเข้ากับกลิ่นดินและกลิ่นขี้ช้าง
หมู่บ้านทุ่งจันท์ในช่วงบ่ายมีเพียงเสียงไก่กระต๊ากกับเสียงโซ่เหล็กจากพลายศรีทอง ที่ไล่กระทืบไก่ชนของลุงสอนที่แอบเข้าไปจิกหาเศษอาหาร
ส่วนมากเวลานี้ชาวบ้านออกไปอยู่ในไร่ข้าวโพดกันเสียส่วนมาก บางคนก็กำลังเก็บพริกกันอยู่ท้ายไร่
“เอ็งเคยได้ยินหุบคอกช้างได้มั้ย” ลุงศักดิ์ถามขึ้น
ผมหันมามองหน้าแก
“หุบที่เลยบ้านสิงขรขึ้นไปทางเหนือ ก่อนถึงป่ากุยบุรีสักชั่วโมงนั่นแหละ” แกว่า
“คนแก่เขาเล่ากันว่า ที่นั่นเมื่อก่อนในสมัยโบราณเป็นคอกช้าง สมัยเจ้าแผ่นดินคล้องช้างขายอินเดียโน่น… และตอนนี้ ไอ้เดี่ยว ช้างโทนตัวนี้ มันก็ชอบไปวนเวียนอยู่แถวนั้น และเดินหากินไปมาแถบนี้”
ผมฟังแล้วรู้สึกขนลุกวาบแบบไม่มีเหตุผล
ชื่อ “หุบคอกช้าง” ผมเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก

เรื่องราว เป็นอย่างไรต่อเชิญรับฟัง